ตามรอยพระยุคลบาทด้านการต่างประเทศต้นรัชกาลที่ 9 กุศโลบายนำไทยสู่แสงสว่างท่ามกลางหมอกควันยุคหลังสงคราม

 

ต้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช ควันไฟหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งจะบางเบา ทว่าฝุ่นเถ้าความเสียหายยังคงลอยฟุ้ง นานาประเทศประหวั่นทีท่ากันและกัน ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นพันธมิตรญี่ปุ่นในแนวรบมหาสมุทรแปซิฟิกหรือที่เรียกว่า สงครามมหาเอเชียบูรพา

คุยกับอาจารย์ไกรกฤกษ์ นานา นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ ผู้ศึกษามูลเหตุเสด็จประพาสต่างประเทศในยุคต้นรัชกาลที่ 9 และกุศโลบายการแก้ปัญหาเพื่อนำไทยสู่เวทีโลกในฐานะประเทศโลกเสรี

 

 

“ผมอยากใช้คำว่ายิ่งใหญ่มาก ยิ่งใหญ่มากสำหรับคนไทย ยิ่งใหญ่มากสำหรับรัฐบาลไทย และยิ่งใหญ่มากสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะว่าในช่วงก่อนที่สงครามโลกจะยุติ ในช่วงก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสวยราชนั้น เราถูกประณามว่าเราสมคบคิดกับญี่ปุ่นทำสงคราม”

ในวันที่สถานการณ์โลกผันผวน สงครามเย็นเริ่มตั้งเค้า การประพาสครั้งนั้นจึงมีนัยสำคัญและเป็นมากกว่าการเจริญสัมพันธไมตรี เพราะนี่คือ ‘พระราชกรณียกิจพิเศษ’ ครั้งประวัติศาสตร์ที่ปราศจากการบันทึก

ความภาคภูมิใจที่ได้เกิดในรัชสมัยของพระองค์

ผมมีบิดามารดาที่เคยรับใช้ อย่างน้อยคุณแม่ก็ได้เข้าเฝ้าพระราชินีท่านแทบจะทุกงานของสภากาชาด และในปี พ.ศ. 2512 ท่านก็ได้รับพระราชทานเหรียญกาชาดสดุดีบริจาคโลหิตครบร้อยครั้ง ก็ถือว่ามีส่วนในการที่จะช่วยงานของสมเด็จ

ผมมีเพื่อนเป็นคนเขมร ลาว ทุกวันนี้ผมไปฝรั่งเศส ไปทานข้าวที่บ้านเขา ลูกหลานเขาเกิดที่ฝรั่งเศส เขากลับมาที่ลาว ที่เขมร เขามีความโหยหาราชวงศ์ ไปคุยกับคนแก่ๆ ที่นั่น ทุกคนก็บอกว่าไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องยามรับสถานการณ์ ทุกวันนี้ที่เราเป็นเอกราช มีประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าจะสิ้นบุญของพระองค์ท่าน

การค้นคว้าเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจนี้เกิดขึ้นจากอะไร

เรื่องนี้มีเชื้อเกิดขึ้นตั้งแต่วันมหาวิปโยค (13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 วันเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9) ผมมีความรู้สึกว่าทุกคนก็จะพูดไปถึงพระราชกรณียกิจของในหลวง และผมก็ได้เห็นว่าทางโทรทัศน์ได้แพร่ภาพการเสด็จประพาสต่างประเทศ แล้วก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า ไม่ใช่ช่วงที่ในหลวงน่าจะเสด็จ และเนื่องจากว่าผมเป็นนักประวัติศาสตร์อยู่แล้ว ผมรู้เหตุการณ์แวดล้อม สภาพแวดล้อมว่า เป็นช่วงหลังสงครามโลก เป็นช่วงวิกฤตของเมืองไทย จึงเริ่มหาเอกสารทุกอย่างเป็นเวลาสามเดือน ก็คือเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม พอกุมภาพันธ์เริ่มเขียนแล้วลงในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม

เรื่องทั้งหมดก็คือถอดมาจากเอกสารเฉพาะกิจทั้งนั้นเลย ต้องไปตามในเอกสารในยุคนั้นจริงๆ จะใช้ยุคคนปัจจุบันเขียนไม่ได้ ถ้าคนปัจจุบันก็ต้องอายุ 60 – 70 แต่เขาก็จะอ้างตามที่ท่านถนัดบอกว่าไม่มีการบันทึกไว้ ผมรู้สึกว่านี่เป็นพันธกิจที่ผมจะต้องทำให้ได้

เพราะเหตุใดจึงมีคนรู้เรื่องพระราชกรณียกิจพิเศษนี้น้อยมาก

ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถนัด คอมันตร์ ได้บอกไว้ว่า กระทรวงต่างประเทศอยากจะบันทึกไว้ แต่คิดว่าราชสำนักจด แต่ราชสำนักก็ไม่ได้จด ราชสำนักคิดว่ากระทรวงจด กระทรวงก็ไม่ได้จด ผมมีหลักฐานและได้เผยแพร่ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม รู้สึกว่าจะเป็นฉบับเดือนเมษายน ช่องโหว่ตรงนี้มันทำให้เรื่องนี้หายไป เหตุผลการเสด็จหายไปจากประวัติศาสตร์ไทย

มูลเหตุแห่งพระราชกรณียกิจพิเศษคืออะไร

เหตุการณ์ในเอเชียของเรายุคนั้นค่อนข้างที่จะผันแปรและผันผวน ไม่ใช่บริบทที่มีแต่ความสงบสุข พ.ศ. 2488 สงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งจะยุติ พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2489 ทั่วโลกเศรษฐกิจตกต่ำ เหตุการณ์ช่วงต้นรัชกาลค่อนข้างเขม็งเกลียว การเสด็จประพาสต่างประเทศครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2502 และสิ่งที่จะขึ้นในปีถัดมาคือ พ.ศ. 2503 เป็นเรื่องที่ผมอยากใช้คำว่ายิ่งใหญ่ เราถูกประณามว่าสมคบกับญี่ปุ่นทำสงคราม

เรามีพันธมิตรอย่างเฉียดฉิวก็คือสหรัฐอเมริกา แต่อังกฤษหวังจะจับเราแพ้สงคราม และทันทีที่เราแพ้สงคราม อังกฤษจะได้ดินแดนตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไปสุดสิงค์โปรเลย แค่ต้นรัชกาลที่ 9 เราก็กำลังพูดถึงการเสียดินแดนครั้งใหญ่ให้อังกฤษ

ฉะนั้นการเสด็จประพาสต่างประเทศในปี 2503 ถือว่าเป็นการเสด็จประพาสครั้งใหญ่ มีนัยทางการเมืองที่ค่อนข้างเข้มข้นกว่าที่เราเข้าใจ

การประพาสขณะโลกแบ่งขั้วอำนาจ

ผมเคยอ่านบันทึกของทั้งหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช และหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช จะมีบทบาทในการเสด็จประพาสอเมริกาและยุโรปปี 2503 เพราะท่านเป็นหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของการเสด็จครั้งนี้ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ ‘คึกฤทธิ์กับเมืองไทย’ บอกว่า สงครามเย็นเป็นสงครามใหม่ คือการที่ขั้วสองขั้วของประเทศมหาอำนาจ ขั้วหนึ่งมีสหรัฐอเมริกา อีกขั้วหนึ่งเป็นสหภาพโซเวียต สหภาพโซเวียตนี้กำลังทำสงครามที่ไม่มีการเผชิญหน้ากันเรื่องแสนยานุภาพ ในช่วงสงครามเย็น เกิดลัทธิหนึ่งขึ้นมา ลัทธินี้เป็นลัทธิที่บรรดาประเทศที่เป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดินิยมยุโรปเชื่อและคิดว่าเป็นหนทางออกของประเทศด้อยพัฒนา เชื่อและคิดว่าเป็นหนทางออกของประเทศที่กำลังประสบมรสุมทางด้านเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ลัทธินี้มีชื่อว่าลัทธิคอมมิวนิสต์

พระราชกรณียกิจพิเศษเริ่มขึ้นอย่างไร

ปี พ.ศ. 2502 พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูิมพลอดุลยเดช เสด็จต่างประเทศครั้งแรก ไปเวียดนามใต้ ต่อมาเสด็จไปอินโดนีเซียซึ่งกำลังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเอาลัทธิคอมมิวนิสต์ดีหรือเปล่า เพราะเพิ่งจะปลดแอกตัวเองจากการเป็นเมืองขึ้นของฮอลแลนด์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศต่อมาคือพม่า เพราะพม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ นี่คือ 3 ประเทศแรกในพ.ศ. 2502 จะเห็นได้เลยว่าช่วงต้นรัชกาลที่ 9 นี้ มีความเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เสด็จไปประเทศเหล่านั้นเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี แต่ทรงดำเนินมาตรการบางอย่างเพื่อดูความเคลื่อนไหวต่างๆ ในฐานะกษัตริย์องค์ใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนของรัฐบาล และเชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะดำรงอยู่ได้ แต่จะต้องมีการเคลื่อนไหวอะไรบางอย่าง

จากนั้นปีสำคัญ พ.ศ.2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตัดสินพระทัยช่วยรัฐบาลเป็นตัวแทนของประชาชนไทย เป็นตัวแทนของโลกเสรีประชาธิปไตย โดยคณะรัฐบาลได้ติดต่อประเทศทุกประเทศที่ท่านเตรียมจะเสด็จซึ่งมีทั้งหมด 13 ประเทศ ใช้เวลา 6 เดือน

การเสด็จครั้งนี้ถึงแม้ว่าจะไปถึง 13 ประเทศ แต่ในการศึกษาค้นคว้าของผม คิดว่ามี 2 ประเทศหลักที่ต้องไปและปรับความเข้าใจให้ได้คือสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ สหรัฐอเมริกาจะไม่ค่อยยุ่งยากเท่าไหร่ สหรัฐอเมริกาทูลเกล้าถวายเครื่องอิสริยาภรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ที่ต้อนรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคือประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ วีรบุรุษยุโรปผู้ปลดแอกยุโรปออกจากสงคราม ตอนนั้นเขาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแล้ว

ทีท่าของอังกฤษและชาติยุโรปเป็นอย่างไร

ก่อนนั้นเราประกาศสงครามกับเขา อังกฤษถือเป็นพี่เบิ้มในสงครามโลกครั้งที่ 2 ฉะนั้นอังกฤษรับทราบการประกาศสงครามโลกครั้งที่ 2 กับเรา ยุโรปยุติสงครามโลกแล้ว แต่ว่าในเอเชียเป็นเมืองขึ้นของฉัน ฉันปล่อยไม่ได้ เพราะฉะนั้นอังกฤษก็ปล่อยมาลายูไม่ได้เพราะว่าเขาเป็นประเทศที่ชนะสงคราม แล้วก็จะต้องได้เพิ่มด้วย ดินแดนที่เขาคิดว่าควรจะได้คือภาคใต้ของเราทั้งหมด แต่เสรีไทยโดยการสนับสนุนของอเมริกาก็บอกว่า ไทยอยู่ในภาวะจำยอมของการเข้าร่วมรบ และเราก็สามารถทำให้อังกฤษเชื่อ ถ้าหลุดด่านอังกฤษ ทั้งยุโรปก็จะโอเค

วิธีทางการทูตแบบนี้ มีพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ไหนเคยใช้ไหม

มีครับ สมเด็จพระอัยกาของท่าน ก็คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 5 อันนี้น่าสนใจมาก เพราะการเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ท่านเสด็จตามรอยพระบาทของสมเด็จพระอัยกาทั้งนั้นเลย เส้นทางเดียวกันเป๊ะ ประเทศที่ไม่น่าไปเช่น นอร์เวย์ สวีเดน โปรตุเกส แล้วก็สเปน ไม่ได้ไปเฉพาะประเทศมหาอำนาจเท่านั้น ผมยกตัวอย่างประเทศสวีเดน

กษัตริย์และพระราชินีของสวีเดนอาวุโสแล้ว มีพระชนมายุเจ็ดสิบแปดสิบ ตอนนี้ท่านสิ้นพระชนม์ไปหมดแล้ว แต่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 พวกท่านยังเป็นเด็กๆ อยู่ และยังจำได้ว่าสมเด็จพระอัยกาของกษัตริย์สยามพระองค์นี้เคยเสด็จมา ฉะนั้นนี่จึงเหมือนกับการเยี่ยมญาติ อันนี้เป็นกุศโลบายของท่านในการใช้เครือข่ายราชวงศ์ ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในการเสด็จประพาสยุโรปหลังจากประพาสอังกฤษแล้ว จะสัมผัสได้เลยว่าค่อนข้างผ่อนคลาย ค่อนข้างที่จะไม่มีการเมือง หลังจากที่ประเทศต่างๆ เห็นสองภาพนี้ ซึงเป็นภาพเปลี่ยนประวัติศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฉายพระรูปกับไอเซนฮาวร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฉายพระรูปกับสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ทุกอย่างจะเป็นการเยี่ยมญาติ ทุกอย่างจะเป็นการตามรอยพระบาทของสมเด็จพระอัยกาในการใช้เครือข่ายราชวงศ์ ทุกประเทศที่ไปมีราชวงศ์หมดเลย เขาให้การต้อนรับในหลวงอย่างดีเลิศ เพราะถือว่าเป็นเชื้อสายของกษัตริย์ที่เขารู้จัก ก็คือในหลวงรัชกาลที่ 5 นั่นเอง

ผลของการประพาสครั้งนั้นคืออะไร

สถานะของประเทศไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และจะทำให้ประเทศไทยรอดจากลัทธิคอมมิวนิสต์ ผมเรียกว่าเปลี่ยนประวัติศาสตร์ การที่ประเทศเล็กๆ สามารถที่จะยืนเคียงข้างอภิมหาอำนาจได้ถึงขนาดนี้ มีในหลวงรัชกาลที่ 9 เท่านั้น

คนไทยเราเองถึงเวลาหรือยังที่เราจะรักชาติ รักแผ่นดิน และปกป้องผืนแผ่นดินไทยอย่างที่พระองค์ท่านทรงเคยกระทำ.

 

ปรมัตถกร ปรเมธีกุล | เรื่อง

Studio Life Guard | ภาพ

 

หมายเหตุ: อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ‘เบื้องหลังการเสด็จต่างประเทศในรัชกาลที่ 9’ โดยไกรกฤกษ์ นานา ที่นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับที่ 5-7 (มีนาคม – พฤษภาคม 2560)